Skip to main content

การใช้ AI ในองค์กรดิจิทัลที่ยั่งยืน

เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน บริษัทต่าง ๆ จำเป็นต้องก้าวสู่การเป็นองค์กรดิจิทัลที่ยั่งยืน โดยการใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งองค์กรเหล่านี้ยังสามารถเพิ่มความคล่องตัว และเพิ่มประสิทธิภาพได้อีกด้วย บทความนี้มุ่งเน้นบทบาทของ AI ในการยกระดับคุณภาพการผลิต ลดระยะเวลาออกสู่ตลาด และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรในโรงงานสมัยใหม่

การกำหนดทิศทางของประวัติศาสตร์

ประวัติศาสตร์ได้ถูกหล่อหลอมโดยนักคิดผู้สร้างสรรค์ ซึ่งสามารถจินตนาการและพัฒนาแนวทางใหม่ ๆ เพื่อตอบโจทย์ความท้าทายที่พวกเขาเผชิญอยู่ ซึ่งอันที่จริงแล้ว ยุคหินไม่ได้สิ้นสุดลงเพราะเราหินหมดไป แต่เป็นเพราะมีการพัฒนาแนวทางแก้ปัญหาใหม่ ๆ ที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นสำหรับปัญหาในยุคนั้น ๆ เสียมากกว่า

อนาคตกำลังถูกหล่อหลอมในลักษณะเดียวกัน แนวโน้มแบบหลายมิติที่ครอบคลุมทั้งภาคธุรกิจ สังคม และเทคโนโลยี กำลังก่อให้เกิดความท้าทายใหม่ ๆ ซึ่งสำหรับบริษัทสมัยใหม่ การเอาชนะความท้าทายเหล่านี้นั้น จำเป็นที่บริษัทจะต้องสร้างนวัตกรรม และนำวิธีการบริหารธุรกิจรูปแบบใหม่มาใช้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บริษัทจำเป็นต้องเปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็นองค์กรดิจิทัลที่ยั่งยืน เพื่อบริหารจัดการวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์และการผลิต ทั้งในโลกจริงและโลกดิจิทัล

คุณลักษณะสำคัญขององค์กรดิจิทัลคือ ความสามารถในการเชื่อมรวมโลกจริงกับโลกดิจิทัลเข้าด้วยกัน โดยรวบรวมข้อมูลจากการดำเนินงาน แล้วนำมาวิเคราะห์เป็นข้อมูลเชิงลึก เพื่อขับเคลื่อนการปรับปรุงในโลกจริง ซึ่งการผสานสองโลกนี้เข้าด้วยกัน จะช่วยให้เกิดการไหลเวียนของข้อมูลระหว่างผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด ตลอดวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ การผลิต และการให้บริการ ในขณะที่การไหลเวียนของข้อมูลอย่างอิสระนี้ ช่วยเสริมศักยภาพให้องค์กรดิจิทัลสามารถปรับตัวตามความต้องการของตลาดได้อย่างรวดเร็ว สร้างนวัตกรรมได้เร็วขึ้น และยกระดับคุณภาพได้ดียิ่งขึ้น พร้อมทั้งลดการปล่อยคาร์บอนและการใช้ทรัพยากรไปพร้อม ๆ กันได้

ประเด็นสำคัญ:

  • คุณลักษณะที่สำคัญขององค์กรดิจิทัลที่ยั่งยืน
  • AI มีบทบาทอย่างไรในองค์กรดิจิทัลที่ยั่งยืน
  • ผู้ผลิตสามารถนำ AI มาประยุกต์ใช้ในปัจจุบัน เพื่อสนับสนุนความพยายามในการลดการปล่อยคาร์บอน รวมถึงยกระดับคุณภาพ และระยะเวลาในการออกสู่ตลาดได้อย่างไร
พนักงานโรงงานกำลังควบคุมเครื่องจักร ในโรงงานผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
พนักงานสองคนกำลังเดิน และสนทนากันบนพื้นที่การผลิต ภายในโรงงานอิเล็กทรอนิกส์ของ Siemens ที่เมืองเออร์ลันเกน

เส้นทางการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล: Siemens Electronics เมืองเออร์ลันเกน

โรงงานอิเล็กทรอนิกส์ที่ล้ำสมัยของ Siemens ในเมืองเออร์ลันเกน ประเทศเยอรมัน ต้องเผชิญกับความท้าทายเช่นเดียวกับที่ผู้ผลิตจำนวนมากกำลังพยายามเอาชนะ โรงงานจำเป็นต้องหาวิธีการผลิตสินค้า โดยให้ความสำคัญกับการลดการปล่อยคาร์บอน ความรวดเร็ว คุณภาพ และความคุ้มค่าในด้านต้นทุนไปพร้อมกัน โรงงาน Siemens Electronics ที่เมืองเออร์ลันเกน ซึ่งผลิตอินเวอร์เตอร์ความถี่ SINAMICS และตัวควบคุม CNC รุ่น SINUMERIK สำหรับ Siemens และลูกค้า ยังต้องจัดการกับความท้าทาย ในการบูรณาการโซลูชันอัจฉริยะและดิจิทัล เข้ากับโครงสร้างพื้นฐานและระบบเดิมภายในโรงงาน

โรงงานตระหนักว่าความท้าทายเหล่านี้คงไม่สามารถเอาชนะได้ หากไม่เปิดรับการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล เพื่อสานต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ไปสู่องค์กรดิจิทัลที่ยั่งยืน ซึ่งได้เริ่มต้นมาตั้งแต่หลายทศวรรษก่อน โดยโซลูชันดิจิทัลสำหรับงานวิศวกรรม การบริหารจัดการพื้นที่การผลิต การจัดการวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ และอื่น ๆ ถือว่าเป็นรากฐานที่สำคัญมาก ซึ่งเมื่อมีสิ่งเหล่านี้แล้ว ก็ย่อมจะสามารถต่อยอดด้วยเทคโนโลยี และฟังก์ชันที่ก้าวหน้ามากขึ้น เพื่อยกระดับการดำเนินงานที่เมืองเออร์ลันเกนให้ดียิ่งขึ้นได้ในที่สุด

ปัญญาประดิษฐ์สำหรับอุตสาหกรรม (AI) ถือเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีขั้นสูง ที่ถูกนำมาใช้งานในโรงงานแห่งนี้ ในขณะที่ AI สำหรับผู้บริโภค ก็สามารถช่วยสร้างข้อความสำหรับสุนทรพจน์ในงานแต่งงาน หรือสร้างภาพสำหรับโปรไฟล์โซเชียลมีเดียของคุณได้ และระบบ AI สำหรับอุตสาหกรรมที่ใช้งานในโรงงาน ก็จะคอยทำหน้าที่ควบคุมเครื่องจักร บริหารจัดการการดำเนินงานบนพื้นที่การผลิต และวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อประเมินประสิทธิภาพ และสนับสนุนการตัดสินใจ โดยที่ระบบ AI เหล่านี้ จำเป็นต้องมีความแข็งแกร่ง เชื่อถือได้ และผ่านการพิสูจน์แล้วว่าปลอดภัยมากพอ แม้แต่ในสภาพแวดล้อมที่ต้องทำงานร่วมกับพนักงานอย่างใกล้ชิดก็ตาม

สำหรับในวันนี้ เราลองมาสำรวจไปพร้อม ๆ กันว่า โรงงาน Siemens Electronics ที่เมืองเออร์ลันเกนนั้น ได้นำ AI ระดับอุตสาหกรรมมาใช้ เพื่อสนับสนุนการลดการปล่อยคาร์บอน ยกระดับคุณภาพ และลดระยะเวลาในการออกสู่ตลาดได้อย่างไรบ้าง

เส้นทางการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล: Siemens Electronics เมืองเออร์ลันเกน

ก่อนที่จะสามารถปรับปรุงกระบวนการ เครื่องจักร และระบบต่าง ๆ ได้นั้น จำเป็นต้องทำความเข้าใจกันสิ่งเหล่านั้น ผ่านการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลเสียก่อน กล่าวคือ องค์กรดิจิทัลมักต้องสร้างข้อมูลจำนวนมหาศาลจากการดำเนินงานในแต่ละวัน ในสภาพแวดล้อมของโรงงาน ซึ่งข้อมูลเหล่านี้อาจรวมไปถึง ข้อมูลการใช้พลังงานของระบบต่าง ๆ และของโรงงานโดยรวม รวมทั้งข้อมูลอัตราการผลิต ข้อมูลการดำเนินงานแบบเรียลไทม์จากเครื่องจักรที่เชื่อมต่อถึงกัน และข้อมูลในด้านอื่น ๆ อีกมากมาย ดังนั้นการรวบรวมและทำความเข้าใจข้อมูลเหล่านี้ จึงถือว่าเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ต่อการบริหารจัดการโรงงานดิจิทัลสมัยใหม่ อย่างไรก็ตาม ปริมาณข้อมูลที่มหาศาลเช่นนี้ ก็อาจทำให้งานการรวบรวมและการวิเคราะห์ กลายเป็นงานที่ท้าทายกว่าที่คิดไว้มากเลยทีเดียว

พนักงานกำลังตรวจสอบหุ่นยนต์อุตสาหกรรม
พนักงานกำลังตรวจสอบแล็ปท็อปบนพื้นที่การผลิต

AI สำหรับอุตสาหกรรม: ประสิทธิภาพ ความรวดเร็ว และคุณภาพ

โชคดีที่การไหลเวียนของข้อมูลที่เชื่อมต่อถึงกันในองค์กรดิจิทัล ได้เปิดโอกาสที่สำคัญ ให้สามารถนำ AI มาใช้ เพื่อเร่งในการวิเคราะห์ชุดข้อมูลขนาดมหาศาลเหล่านี้ได้เป็นอย่างดี ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนการปรับปรุงในด้านต่าง ๆ ของโรงงาน ทั้งบนพื้นที่การผลิต และในระบบอื่น ๆ ได้รวดเร็วยิ่งกว่าที่เคยเป็นมา ตัวอย่างเช่น โรงงาน Siemens Electronics ที่เมืองเออร์ลันเกนนั้น ได้นำข้อมูลจากทั่วทั้งโรงงานมาใช้ เพื่อดำเนินมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพด้านพลังงานอย่างชาญฉลาด จนส่งผลให้สามารถลดการใช้พลังงานลงได้กว่า 25% และลดปริมาณคาร์บอนสุทธิได้ถึง 50% เลยทีเดียว นอกจากนี้แล้ว การปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตอย่างตรงจุด ก็ยังช่วยลดพลังงานที่ใช้ต่อการผลิตสินค้าแต่ละชิ้นลงได้ถึง 50%

อีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ AI ยังช่วยให้สามารถนำระบบบำรุงรักษาเชิงพยากรณ์มาใช้งานได้อย่างแท้จริง เพื่อให้การหยุดทำงานของเครื่องจักรไม่เกิดขึ้นโดยไม่คาดคิดสำหรับผู้ปฏิบัติงานในโรงงาน โดยข้อมูลจากเครื่องจักรและงานบำรุงรักษา จะถูกนำมาวิเคราะห์และเปรียบเทียบกับกรณีที่เกิดขึ้นในอดีต เพื่อระบุรูปแบบ และแนวทางแก้ไขที่เป็นไปได้เอาไว้ล่วงหน้า และโรงงานก็ยังได้นำระบบบำรุงรักษาเชิงพยากรณ์มาใช้ในกระบวนการกัด (milling) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการผลิตแผงวงจรพิมพ์ (PCB) ด้วย กล่าวคือ กระบวนการกัดดังกล่าวมักก่อให้เกิดฝุ่นละเอียดที่สะสมบนแกนหมุน (spindle) และมักจะรบกวนการหมุนของแกน หรือบางกรณีหากสะสมมากพอ ก็อาจทำให้เกิดการหยุดทำงานโดยไม่ได้วางแผนเอาไว้ก็เป็นได้ และเพื่อป้องกันความล่าช้าที่มีต้นทุนสูงดังกล่าวนั้นเอง โซลูชันบำรุงรักษาเชิงพยากรณ์จะทำการติดตามกระแสไฟฟ้า และความเร็วของแกนหมุนอยู่เสมอ เพื่อตรวจจับความผิดปกติใด ๆ ที่อาจเกิดขึ้น หรือแม้กระทั่งคาดการณ์สภาวะวิกฤตที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

กระบวนการอัจฉริยะคือกระบวนการที่ดีกว่า

AI ยังสามารถพลิกโฉมกระบวนการและเครื่องจักรแต่ละส่วนได้อีกด้วย รวมถึงยังช่วยให้เกิดการทำงานร่วมกันระหว่างมนุษย์กับหุ่นยนต์ บนพื้นที่การผลิตได้อย่างใกล้ชิด มีประสิทธิภาพ และปลอดภัย โดยโรงงาน Siemens Electronics ที่เมืองเออร์ลันเกนได้นำ AI และคอมพิวเตอร์วิทัศน์มาใช้ เพื่อให้แขนกลหุ่นยนต์สามารถหยิบจับ และวางชิ้นส่วนได้อย่างยืดหยุ่นและคล่องแคล่ว เทียบเท่ากับผู้ปฏิบัติงานที่เป็นมนุษย์ เนื่องจากแขนกลหุ่นยนต์แบบดั้งเดิมนั้น ไม่สามารถแยกแยะชิ้นส่วนที่แตกต่างกันได้ จึงจำเป็นต้องมีการคัดแยกและจัดเรียงชิ้นส่วนล่วงหน้า ในขณะที่การผสาน AI เข้าไปในระบบควบคุมของหุ่นยนต์ ก็ช่วยให้สามารถระบุ และหยิบชิ้นส่วนหลากหลายประเภทจากกล่องที่ไม่ได้จัดเรียง และวางลงในตำแหน่งที่ถูกต้องได้อย่างแม่นยำ

ด้วยการทำให้หุ่นยนต์มีความฉลาดมากขึ้น งานหยิบจับและวางชิ้นส่วนที่ซ้ำซากเหล่านี้ จึงสามารถดำเนินการได้แบบอัตโนมัติได้ทั้งหมด ด้วยหุ่นยนต์ที่คุ้มค่า อย่างไรก็ตาม ก่อนที่จะนำแขนกลอัจฉริยะเหล่านี้มาใช้งานจริง จำเป็นต้องมีการฝึกสอนเสียก่อน ซึ่งในฐานะองค์กรดิจิทัล โรงงานสามารถใช้การจำลองที่อิงตามหลักฟิสิกส์และ Digital Twin มาเพื่อฝึกอัลกอริทึม ในสภาพแวดล้อมเสมือนสำหรับการจดจำชิ้นส่วน การหยิบ และการวาง โดยที่ข้อมูลการฝึกแบบสังเคราะห์ จะถูกสร้างและติดป้ายกำกับโดยอัตโนมัติ ซึ่งจะสามารถช่วยเพิ่มความรวดเร็ว และลดความพยายาม ที่จะต้องใช้ในการฝึกแขนกลหุ่นยนต์ลงได้อย่างมีนัยสำคัญ

เซลล์การผลิตที่ประกอบด้วยหุ่นยนต์ ซึ่งขับเคลื่อนด้วย AI สำหรับการหยิบและวางชิ้นส่วน
ผู้เชี่ยวชาญของ Siemens ชี้ให้เพื่อนร่วมงานดู Digital Twin ของกระบวนการผลิตแผงวงจรพิมพ์ (PCB) บนหน้าจอ

การใช้ AI เพื่อเพิ่มความแม่นยำและประสิทธิภาพ

กระบวนการที่มีความละเอียดอ่อนมากขึ้น ก็สามารถทำให้เป็นอัตโนมัติได้เช่นกัน โดยทำให้หุ่นยนต์มีความคล่องแคล่วในการควบคุมเทียบเท่ามือมนุษย์ ในขณะที่การผสานเซนเซอร์แรงและแรงบิดเข้ากับเอ็นด์เอฟเฟกเตอร์ของแขนกลหุ่นยนต์ที่ควบคุมด้วย AI ก็ช่วยให้สามารถรับรู้ และปรับแรงที่ใช้ในการจัดการวัตถุได้อย่างแม่นยำ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง สำหรับกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับชิ้นส่วนขนาดเล็กและบอบบาง เช่น องค์ประกอบของแผงวงจรพิมพ์ (PCB) เป็นต้น ซึ่งอันที่จริงแล้ว แขนกลหุ่นยนต์ที่ทำงานกับงานละเอียดอ่อนเช่นนี้ อาจจำเป็นต้องอาศัย “Fingerspitzengefühl” หรือความรู้สึกปลายนิ้วที่ละเอียดอ่อน แบบแทบไม่ต่างจากศัลยแพทย์ที่กำลังเย็บแผลเลยก็ว่าได้

ที่โรงงาน Siemens Electronics เมืองเออร์ลันเกนนั้น การผลิตแผงวงจรพิมพ์ (PCB) มีขั้นตอนการติดตั้งชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์แบบมีขา โดยเสียบผ่านรูขนาดเล็กในแผ่นฐาน ซึ่งเรียกว่าเทคโนโลยี Through Hole (THT) โดยที่กระบวนการ THT นั้นเกี่ยวข้องกับชิ้นส่วนที่มีความละเอียดอ่อนสูง ซึ่งต้องถูกเสียบลงในรูขนาดเล็กมากบนแผง PCB และมักจะมีเส้นผ่านศูนย์กลางเพียงเศษเสี้ยวของมิลลิเมตรเท่านั้นเอง อย่างไรก็ตาม การใช้ AI ได้ช่วยให้หุ่นยนต์สามารถจัดการชิ้นส่วนเหล่านี้ได้อย่างนุ่มนวล ทำให้สามารถวางได้อย่างแม่นยำ และยึดติดได้อย่างเหมาะสม โดยไม่ก่อให้เกิดความเสียหายแต่อย่าง ดังนั้นโดยสรุปแล้ว การทำให้กระบวนการที่ละเอียดอ่อนเช่นนี้เป็นระบบอัตโนมัติ ก็สามารถช่วยยกระดับคุณภาพของกระบวนการ และช่วยลดภาระงานที่ซ้ำซากจำเจ หรืองานที่ไม่เหมาะกับสรีรศาสตร์ของมนุษย์ได้เป็นอย่างดี

นอกเหนือไปจากประโยชน์โดยตรงของ AI เช่น การเพิ่มคุณภาพการผลิต และการลดต้นทุนแล้ว การนำ AI เข้ามาใช้ในสภาพแวดล้อมของพื้นที่การผลิต ยังมีส่วนช่วยเสริมความยั่งยืนของโรงงานอีกด้วย ความแม่นยำและความเที่ยงตรงที่เพิ่มขึ้นของกระบวนการติดตั้ง THT แบบอัตโนมัติ สามารถช่วยลดของเสีย (scrap) อีกทั้งลดการสูญเสียวัสดุและพลังงาน ทำให้โรงงานมีประสิทธิภาพโดยรวมดีขึ้น นอกจากนี้ เนื่องจากหุ่นยนต์อัจฉริยะ ไม่จำเป็นต้องใช้ชิ้นส่วนที่ผ่านการคัดแยกไว้ล่วงหน้าอีกต่อไป ดังนั้นแผ่นพลาสติกสำหรับจัดเรียงชิ้นส่วนที่เคยใช้งาน จึงกลายเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นไปในที่สุด ส่งผลให้สามารถลดการใช้ชิ้นส่วนพลาสติกจำนวนหลายพันชิ้น ที่ซึ่งในท้ายที่สุดแล้วจะกลายเป็นขยะได้

อนาคตขององค์กรดิจิทัลที่ยั่งยืน

องค์กรดิจิทัลสามารถใช้ประโยชน์จาก AI และข้อมูลจำนวนมหาศาลที่ถูกสร้างขึ้นในแต่ละวัน เพื่อระบุและดำเนินการกับโอกาสในการลดการปล่อยคาร์บอน ลดการใช้ทรัพยากร การรีไซเคิล และอื่น ๆ ได้ทั้งในกระบวนการภายใน และตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทานระดับโลก ตัวอย่างเช่น การตัดสินใจในขั้นตอนการออกแบบผลิตภัณฑ์มีสัดส่วนถึง 80% ของผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของผลิตภัณฑ์เมื่อถูกนำไปใช้งานจริง หรือหากกล่าวอีกนัยหนึ่ง ของเสียจำนวนมากนั้น แท้จริงแล้วมักเกิดจากข้อบกพร่องในการออกแบบนั่นเอง ดังนั้นองค์กรดิจิทัลที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน จะสามารถใช้การผสานกันของ Digital Twin แบบครอบคลุม รวมทั้งข้อมูลและ AI เพื่อทำความเข้าใจต้นทุนด้านความยั่งยืนของทางเลือกในการออกแบบต่าง ๆ แล้วนำมาปรับให้เหมาะสม ทั้งในด้านประสิทธิภาพ การใช้วัสดุ และความสามารถในการรีไซเคิล

ในกระบวนการผลิตนั้น AI สามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการวางแผนการผลิต เพื่อให้มีความสอดคล้องกับความต้องการ อีกทั้งช่วยระบุโอกาสในการประหยัดพลังงาน และเช่นเดียวกับที่เมืองเออร์ลันเกน AI ยังสามารถยกระดับคุณภาพการผลิตได้เป็นอันมาก รวมถึงลดของเสียและการสูญเสียวัสดุ นอกจากนี้แล้ว และอาจถือเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด AI ยังสามารถเป็นเครื่องมือที่ทรงพลัง ในการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานระดับโลกที่ซับซ้อน ซึ่งจะช่วยให้บริษัทสามารถคัดเลือกซัพพลายเออร์ และออกแบบระบบโลจิสติกส์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยพิจารณาจากต้นทุน คุณภาพ และความยั่งยืน และในขณะที่เรายังคงพัฒนา และขยายขีดความสามารถขององค์กรดิจิทัลที่ยั่งยืนต่อไป โรงงานอย่าง Siemens Electronics ที่เมืองเออร์ลันเกน จึงถือเป็นสนามทดสอบที่สำคัญ สำหรับเทคโนโลยีและโซลูชันต่าง ๆ ที่จะช่วยให้ลูกค้าสามารถปรับตัว และเอาชนะความท้าทายในปัจจุบันและอนาคตได้อย่างทันท่วงที

ผู้เชี่ยวชาญของ Siemens ชี้ให้เพื่อนร่วมงานดู Digital Twin ของผลิตภัณฑ์บนหน้าจอ